พื้นฐานสำคัญของการเทรด Forex
เมื่อคุณเริ่มเข้าใจตลาด Forex และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องแล้ว มาเจาะลึกกลไกว่าการเทรดจริงทำงานอย่างไร การทำความเข้าใจแนวคิดเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญมากต่อการรับมือกับตลาด การวางคำสั่งซื้อขาย และการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ
1. ราคา Bid/Ask: สองด้านของเหรียญเดียวกัน

- ราคา Bid: คือราคาที่คุณสามารถขายสกุลเงินอ้างอิงในคู่สกุลเงินได้
- ราคา Ask: คือราคาที่คุณสามารถซื้อสกุลเงินอ้างอิงได้
ส่วนต่างระหว่างราคา bid และ ask เรียกว่า spread ตัวอย่างเช่น หากราคาเสนอของ EUR/USD อยู่ที่ 1.1050/1.1055 หมายความว่าคุณสามารถขายเงินยูโร 1 ยูโร ให้ได้ 1.1050 ดอลลาร์สหรัฐ (ราคา bid) หรือซื้อเงินยูโร 1 ยูโร ในราคา 1.1055 ดอลลาร์สหรัฐ (ราคา ask) ในกรณีนี้ spread เท่ากับ 5 pips
2. Spreads: ต้นทุนของการเทรด
โดยพื้นฐานแล้ว spread คือค่าคอมมิชชั่นของโบรกเกอร์สำหรับการดำเนินการเทรดของคุณ ถือเป็นต้นทุนในการทำธุรกิจในตลาด Forex Spreads สามารถแตกต่างกันได้ตามคู่สกุลเงิน โบรกเกอร์ และสภาวะตลาด
- Spread แบบคงที่: โบรกเกอร์บางรายมี spread แบบคงที่ ซึ่งหมายความว่าความแตกต่างระหว่างราคา bid และ ask จะยังคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง แม้ตลาดจะผันผวน
- Spread แบบผันแปร: โบรกเกอร์รายอื่นอาจมี spread แบบผันแปร ซึ่งจะเปลี่ยนตามสภาวะตลาด Spread แบบผันแปรอาจแคบลง (น้อยลง) ในช่วงที่สภาพคล่องสูง แต่ก็อาจขยายตัวในช่วงที่ตลาดผันผวน
3. Pips: หน่วยวัดการเปลี่ยนแปลงของราคา
Pips ย่อมาจาก “percentage in point” หรือ “price interest point” เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของการเคลื่อนไหวของราคาในคู่สกุลเงิน โดยทั่วไปคู่สกุลเงินส่วนใหญ่มักแสดงทศนิยมถึง 4 ตำแหน่ง ดังนั้น pip มักเท่ากับการเปลี่ยนแปลง 0.0001 อย่างไรก็ตาม สำหรับคู่ที่เกี่ยวข้องกับเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) pip จะเท่ากับการเปลี่ยนแปลง 0.01
Pips ใช้ในการคำนวณกำไรและขาดทุนในการเทรด Forex ตัวอย่างเช่น หากราคา EUR/USD เคลื่อนจาก 1.1050 ไปเป็น 1.1060 จะเพิ่มขึ้น 10 pips
4. Lots: การมาตรฐานขนาดการเทรด
Lots คือหน่วยมาตรฐานที่ใช้วัดขนาดของการเทรด ใน Forex มี lots หลายประเภท:
- Standard Lot: 1 standard lot เท่ากับ 100,000 หน่วยของสกุลเงินอ้างอิง
- Mini Lot: 1 mini lot เท่ากับ 10,000 หน่วยของสกุลเงินอ้างอิง
- Micro Lot: 1 micro lot เท่ากับ 1,000 หน่วยของสกุลเงินอ้างอิง
- Nano Lot: 1 nano lot เท่ากับ 100 หน่วยของสกุลเงินอ้างอิง
ขนาด lot ที่คุณเลือกจะเป็นตัวกำหนดมูลค่าของการเคลื่อนไหวทุก 1 pip และส่งผลต่อกำไรหรือขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น
5. Leverage: การขยายกำลังการเทรดของคุณ
Leverage ช่วยให้คุณสามารถควบคุมสถานะในตลาดที่มีขนาดใหญ่ขึ้นด้วยเงินทุนที่น้อยลง นี่คล้ายกับการยืมเงินจากโบรกเกอร์เพื่อ เพิ่มกำลังในการซื้อของคุณ ตัวอย่างเช่น หากคุณใช้ leverage 100:1 คุณสามารถควบคุมพอร์ตมูลค่า $100,000 ได้ด้วยเงินของคุณเพียง $1,000
แม้ leverage จะช่วยขยายกำไรได้ แต่ก็สามารถขยายขาดทุนได้เช่นกัน ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ leverage อย่างชาญฉลาดและเข้าใจความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง
6. Margin: เงินมัดจำเพื่อแสดงความตั้งใจจริง
Margin คือจำนวนเงินที่คุณต้องนำฝากกับโบรกเกอร์เพื่อเปิดและคงไว้ซึ่งสถานะที่ใช้ leverage ทำหน้าที่เสมือนเงินมัดจำเพื่อรองรับความเสี่ยงจากการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น หากขาดทุนของคุณเกินกว่า margin โบรกเกอร์อาจออกคำเตือน margin call ซึ่งจะกำหนดให้คุณต้องนำเงินเพิ่มหรือปิดสถานะของคุณ
7. ประเภทคำสั่ง: วางเดิมพันของคุณ
ในการเทรด Forex คุณสามารถใช้คำสั่งซื้อขายหลายประเภทเพื่อเข้าสู่ตลาดและออกจากตลาด การทำความเข้าใจประเภทคำสั่งเหล่านี้มีความสำคัญต่อการดำเนินกลยุทธ์การเทรดของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพและการบริหารความเสี่ยง
คำสั่งแบบ Market Orders:
Market order คือคำสั่งซื้อหรือขายคู่สกุลเงินในราคาปัจจุบันของตลาด นี่เป็นคำสั่งที่ง่ายที่สุดและพบได้บ่อยที่สุด เมื่อคุณวาง market order โดยทั่วไปจะถูกดำเนินการทันทีที่ราคาที่ดีที่สุดที่มีอยู่
คำสั่งแบบ Limit Orders:
Limit order คือคำสั่งซื้อหรือขายคู่สกุลเงินที่ราคาเฉพาะเจาะจงหรือดีกว่า ตัวอย่างเช่น หาก EUR/USD กำลังซื้อขายที่ 1.1050 คุณสามารถวาง buy limit order ที่ 1.1045 โดยหวังว่าจะซื้อคู่เงินได้ในราคาที่ต่ำกว่า หากราคาลงมาถึง 1.1045 หรือต่ำกว่า คำสั่งของคุณจะถูกดำเนินการ
คำสั่งแบบ Stop-Loss Orders:
Stop-loss order คือคำสั่งปิดการเทรดของคุณหากราคาถึงระดับที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ช่วยจำกัดขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น หากคุณซื้อ EUR/USD ที่ 1.1050 คุณสามารถตั้ง stop-loss order ไว้ที่ 1.1000 หากราคาลงไปที่ 1.1000 คำสั่งของคุณจะถูกดำเนินการ ปิดการเทรดของคุณและจำกัดความสูญเสียไว้
คำสั่งแบบ Take-Profit Orders:
Take-profit order คือคำสั่งปิดการเทรดของคุณหากราคาถึงระดับที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เป็นเครื่องมือสำหรับการล็อกกำไร ตัวอย่างเช่น หากคุณซื้อ EUR/USD ที่ 1.1050 คุณสามารถตั้ง take-profit order ที่ 1.1100 หากราคาขึ้นไปถึง 1.1100 คำสั่งของคุณจะถูกดำเนินการ ปิดการเทรดและทำให้คุณได้รับกำไรตามเป้าหมาย
8. สถานะ Long และ Short: การซื้อและการขาย
ในการเทรด Forex คุณสามารถเปิดได้ 2 ประเภทของสถานะดังนี้:
- สถานะ Long (Buy): เมื่อคุณซื้อคู่สกุลเงิน คุณกำลังเปิดสถานะ long คุณคาดว่าสกุลเงินอ้างอิงจะแข็งค่าขึ้น (มูลค่าเพิ่มขึ้น) เมื่อเทียบกับสกุลเงินอ้างอิงรอง
- สถานะ Short (Sell): เมื่อคุณขายคู่สกุลเงิน คุณกำลังเปิดสถานะ short คุณคาดว่าสกุลเงินอ้างอิงจะอ่อนค่าลง (มูลค่าลดลง) เมื่อเทียบกับสกุลเงินอ้างอิงรอง
ตัวอย่างเช่น หากคุณซื้อ EUR/USD คุณจะถือฝั่ง long ในเงินยูโร และถือฝั่ง short ในดอลลาร์สหรัฐ โดยพื้นฐานแล้วคุณกำลังเดิมพันว่าเงินยูโรจะปรับแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ในทางกลับกัน หากคุณขาย EUR/USD คุณจะถือฝั่ง short ในเงินยูโร และถือฝั่ง long ในดอลลาร์ โดยเดิมพันว่าเงินยูโรจะอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์
สรุปสาระสำคัญ
การทำความเข้าใจกลไกของการเทรด Forex รวมถึงราคา bid/ask, spread, pips, lots, leverage, margin และประเภทคำสั่งซื้อขายต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเทรดที่ประสบความสำเร็จ เมื่อคุณเชี่ยวชาญแนวคิดเหล่านี้แล้ว คุณจะสามารถดำเนินการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริหารความเสี่ยงได้ และรับมือกับตลาดได้อย่างมั่นใจ

